วันเสาร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

เรื่องน่ารู้ของภาษีมูลค่าเพิ่ม: ช่องทางการชำระภาษีและสถานที่ยื่น

เรื่องน่ารู้ของภาษีมูลค่าเพิ่ม:  
ช่องทางการชำระภาษีและสถานที่ยื่น

             ต่อเนื่องจากตอนที่แล้ว กับ "เรื่องน่ารู้ของภาษีมูลค่าเพิ่ม: หน้าที่ของผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม" ในวันนี้เรามาเรียนรู้เพิ่มเติมกับช่องทางการชำระภาษี และสถานที่ยื่นกันดีกว่านะคะ และในบทความนี้ท่านยังจะได้ทราบถึง

- กรณีมีการเปลี่ยนแปลงรายการที่ได้จดทะเบียน VAT ไว้ จะต้องทำอย่างไร
- หลักฐานที่ต้องใช้ มีอะไรบ้าง
- จะได้รับใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อไหร่

***เราไปเรียนรู้พร้อมกันเลยค่ะ***



จะยื่นชำระภาษีได้ที่ไหนนะ
1. ยื่นได้ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา (เขต/อำเภอ) ในท้องที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่
2. กรณีมีหลายสาขาและได้รับอนุมัติให้ยื่นแบบรวมคำนวณภาษีให้ยื่นแบบรวม ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา (เขต/อำเภอ) ในท้องที่ที่สำนักงานใหญ่หรือสำนักงานสาขาที่ได้รับอนุมัติตั้งอย
3. ยื่นนทางอินเทอร์เน็ต www.rd.go.th ในเวลากำหนด

ชำระภาษี ได้ช่องทางใดบ้าง
1. ชำระเป็นเงินสด
2. ชำระด้วยเช็คขีดคร่อมสั่งจ่ายกรมสรรพากร โดยขีดฆ่าคำว่า ผู้ถือและหรือตามคำสั่ง
3. ชำระด้วยบัตรเครดิต
4. ชำระด้วยบัตรTax Smart Card
5. ชำระทาง e-payment หรือระบบอิเล็กทรอนิกส์ของธนาคารพาณิชย์ที่เข้าร่วมโครงการหรือบริษัทไปรษณีย์ไทย
* หมายเหตุ การยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีสามารถยื่นผ่านเว็บไซต์ของกรมสรรพากรได้ (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในหัวข้อ บริการยื่นแบบผ่านอินเทอร์เน็ต)

หากมีการเปลี่ยนแปลงรายการที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้แล้ว จะต้องทำอย่างไร

>> กรณีผู้ประกอบการได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มกับกรมสรรพากรไว้แล้ว หากมีการเปลี่ยนแปลงรายการที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในส่วนที่เป็นสาระสำคัญ ซึ่งได้แก่ชื่อผู้ประกอบการชื่อสถานประกอบการ ที่ตั้งสถานประกอบการ (รวมถึงการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของที่ตั้งสถานประกอบการตามประกาศของทางราชการ) ประเภทกิจการที่กระทำเป็นปกติประเภทสินค้าหรือบริการที่กระทำเป็นส่วนใหญ่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร การเลิกกิจการ การเปลี่ยนแปลงประเภทของการประกอบการ การเปลี่ยนแปลงประเภทสินค้าหรือบริการ การเปลี่ยนแปลงการคำนวณภาษีรวมถึงการเปลี่ยนแปลงรายการอื่นๆ เช่น การเปลี่ยนชื่อสถานประกอบการ การเปลี่ยนแปลงกรรมการหรือผู้ถือหุ้น (ผู้มีอำนาจลงนาม) หรือการหยุดกิจการชั่วคราว (มีกำหนดระยะเวลาภายใน 1 ปี) ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีหน้าที่ต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงนั้น ภายใน 15 วัน นับจากวันที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นโดยต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามแบบ ภ.พ.09 พร้อมยื่นเอกสารประกอบการพิจารณา ณ สถานที่ที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้

>> สำหรับกรณีย้ายสถานประกอบการ รับโอนกิจการ เพิ่มหรือลดสาขาของสถานประกอบการผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มจะต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงนั้น ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงไม่น้อยกว่า 15 วัน โดยกรอกแบบแจ้งการเปลี่ยนแปลงทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามแบบภ.พ.09 พร้อมเอกสารประกอบการพิจารณา ณ สถานที่ที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้
>> หากผู้ประกอบการจดทะเบียนไม่แจ้งการเปลี่ยนแปลงรายการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหรือภาษีธุรกิจเฉพาะภายในกำหนดเวลาต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท

หลักฐานที่ต้องใช้ได้แก่อะไรบ้าง
1. แบบแจ้งการเปลี่ยนแปลงทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.09) จำนวน 4 ฉบับ
2. ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20) ฉบับจริงพร้อมภาพถ่ายเอกสารดังกล่าว
3. สำเนาแบบคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเดิม (ภ.พ.01) หรือสำเนาแบบคำขอแจ้งการเปลี่ยนแปลงรายการ (ภ.พ.09) ครั้งสุดท้าย
4. บัตรประจำตัวผู้เสียภาษีอากรพร้อมภาพถ่ายบัตรดังกล่าว
5. หนังสือรับรองของนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท (กรณีเป็นนิติบุคคล) พร้อมภาพถ่ายหนังสือดังกล่าว
6. ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มขอ งสถานประกอบการ แห่งที่ต้องการย้ายออก
7. ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มของนิติบุคคลที่จะควบเข้ากัน
8. ภาพถ่ายสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์(เช่น ตึกแถว บ้าน อาคาร อาคารชุด พื้นที่ในห้างสรรพสินค้า เป็นต้น) หรือ ภาพถ่ายหนังสือยินยอมให้ใช้อสังหาริมทรัพย์เป็นที่ตั้งสถานประกอบการ
9. แผนที่แสดงที่ตั้งของสถานประกอบการโดยสังเขป พร้อมภาพถ่ายสถานประกอบการแห่งใหม่
10. ภาพถ่ายหนังสือเลิกนิติบุคคล (กรณีแจ้งเลิกนิติบุคคล)
11. ภาพถ่ายใบมรณบัตร (กรณีผู้ประกอบการซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาถึงแก่ความตาย)
12. หนังสือแสดงการเปลี่ยนชื่อ ชื่อสกุล (กรณีเป็นบุคคลธรรมดา) พร้อมภาพถ่ายหนังสือดังกล่าว
13. บัตรประจำตัวประชาชน ทะเบียนบ้านของผู้ประกอบการ หรือกรรมการผู้มีอำนาจลงนามพร้อมภาพถ่ายเอกสารดังกล่าว
14. กรณีมอบอำนาจให้ผู้อื่นทำการแทน ต้องมีหนังสือมอบอำนาจปิดอากรแสตมป์ 10 บาท บัตรประจำตัวประชาชนของผู้มอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจ พร้อมภาพถ่ายบัตรดังกล่าว โดยผู้รับมอบอำนาจต้องมีอายุ20 ปีขึ้นไป
15. กรณีหยุดกิจการชั่วคราว ต้องมีหนังสือจากผู้ประกอบการชี้แจงเหตุผลในการหยุดกิจการพร้อมประทับตรานิติบุคคลและลงนามโดยกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม

ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
>> เมื่อได้เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเรียบร้อยแล้ว กรมสรรพากรจะออกใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (แบบ ภ.พ.20) ให้ ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่ระบุไว้ในใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มนั้นเป็นต้นไป ผู้ประกอบการจดทะเบียนจะต้องนำใบทะเบียนดังกล่าว ไปแสดงไว้ ณ สถานประกอบการในสถานที่ที่เห็นได้ง่ายและเปิดเผย
>> กรณีที่ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มสูญหาย ถูกทำลาย หรือชำรุดในสาระสำคัญ ผู้ประกอบการจดทะเบียนจะต้องยื่นคำขอรับใบแทนใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ สถานที่ที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ภายใน 15 วันนับแต่วันที่ทราบถึงการสูญหาย ถูกทำลาย หรือชำรุด ซึ่งใบแทนดังกล่าว ถือเป็นใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

ตอนต่อไป: เรียนรู้กับเอกสารที่ใช้ในการยื่นคำขอ "รับใบแทนใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม" โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ

KASME INSTITUTE
"หน้าต่างแห่งความรู้ ประตูสู่ความสำเร็จ"

วันพฤหัสบดีที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

เรื่องน่ารู้ของภาษีมูลค่าเพิ่ม: หน้าที่ของผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

เรื่องน่ารู้ของภาษีมูลค่าเพิ่ม: 
หน้าที่ของผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

กลับมาแล้วกับสาระน่ารู้ในเรื่องของภาษีมูลค่าเพิ่ม ในวันนี้เรามาพบกับ "หน้าที่ของผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม" กันนะคะ

หน้าที่ของผู้จด VAT (จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม) มีดังต่อไปนี้

1. มีหน้าที่เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อสินค้า หรือผู้รับบริการ และออกใบกำกับภาษีเพื่อเป็นหลักฐานในการเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม
2. จัดทำรายงานตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งได้แก่
 (1) รายงานภาษีซื้อ
 (2) รายงานภาษีขาย
 (3) รายงานสินค้าและวัตถุดิบ
3. ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีตามแบบ ภ.พ.30

แต่ถ้าหากทำธุรกิจที่อยู่ในข่ายต้องจดทะเบียนฯ แต่มิได้จดทะเบียน จะต้องมีความผิดอย่างไร ?

1. ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
2. เสียภาษีมูลค่าเพิ่มที่คำนวณจากยอดขายสินค้าหรือบริการ ตั้งแต่วันที่มีหน้าที่จดทะเบียนฯ เพื่อเป็นผู้ประกอบการฯ
3. เสียเบี้ยปรับ 2 เท่าของเงินภาษีที่ต้องชำระในแต่ละเดือนภาษี
4. เสียเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องชำระ
5. ไม่มีสิทธินำภาษีมูลค่าเพิ่มที่ถูกผู้ประกอบการจดทะเบียนอื่นเรียกเก็บในขณะที่ยังไม่ได้จดทะเบียนฯ ไปหักออกจากภาษีที่ต้องชำระได้ (ภาษีขาย)

"TIME LINE" ว่าด้วยเรื่องของกำหนดเวลายื่นแบบภาษีมูลค่าเพิ่ม

1. การยื่นแบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ.30
1.1 ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องยื่นแบบภ.พ.30 พร้อมชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม (ถ้ามี) เป็นรายเดือนทุกเดือนภาษีไม่ว่าจะมีการขายสินค้า หรือให้บริการในเดือนภาษีนั้นหรือไม่ก็ตาม โดยให้ยื่นแบบภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป
1.2 กรณีผู้ประกอบการมีสถานประกอบการหลายแห่ง ให้แยกยื่นแบบแสดงรายการภาษีและชำระภาษีเป็นรายสถานประกอบการ เว้นแต่ได้ยื่นคำร้องขออนุมัติยื่นแบบแสดงรายการภาษีและชำระภาษีรวมกัน ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาในท้องที่ที่สถานประกอบการอันเป็นสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ และได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรแล้ว ก็สามารถยื่นแบบรวมกันได้ตั้งแต่เดือนภาษีที่อธิบดีกำหนดเป็นต้นไป

2. การยื่นแบบใบขนสินค้าขาเข้า
ผู้ประกอบการจดทะเบียนหรือผู้นำเข้าต้องยื่นแบบใบขนสินค้าขาเข้าและชำระภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมกับการชำระอากรขาเข้าตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ณ ด่านศุลกากรที่มีการนำเข้าสินค้า

3. การยื่นแบบนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ.36
3.1 กรณีเป็นผู้จ่ายเงินค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการ มีหน้าที่ต้องยื่นแบบพร้อมชำระภาษีภายใน 7 วัน นับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงิน ให้แก่
- ผู้ประกอบการที่อยู่นอกราชอาณาจักร ซึ่งเข้ามาประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว และไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นการชั่วคราว หรือ
- ผู้ประกอบการที่ได้ให้บริการในต่างประเทศและได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร
3.2 กรณีเป็นผู้ทอดตลาดซึ่งขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ประกอบการจดทะเบียนหรือส่วนราชการซึ่งขายทรัพย์สินของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ถูกยึดมาตามกฎหมายโดยวิธีอื่นนอกจากการขายทอดตลาด มีหน้าที่ต้องยื่นแบบพร้อมชำระภาษีภายใน 7 วันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่ขายทอดตลาดฯ
3.3 กรณีเป็นผู้รับโอนสินค้าหรือเป็นผู้รับโอนสิทธิในบริการที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 มีหน้าที่ต้องยื่นแบบพร้อมชำระภาษีภายใน 7 วัน นับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่ครบกำหนด 30 วัน ที่ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น

ตอนต่อไป: พบกับช่องทางการชำระภาษี และสถานที่สำหรับการยื่นแบบ จะยื่นได้ที่ไหนบ้างนะ? โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ

สถาบันคัสเม่
KASME: THE INSTITUTE OF EFFECTIVE TRAINING FOR SMEs

วันจันทร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2561

ซื้อ 1 แถม 1 โปรร้อนสำหรับ 10 ท่านแรกที่จองสัมมนา "ติดอาวุธทางปัญญา พิชิตปัญหาประมวลรัษฎากร (ตอน VAT)"

ติดอาวุธทางปัญญา 
พิชิตปัญหาประมวลรัษฎากร (ตอน VAT)

โปรโมชั่นจัดด่วน เฉพาะ 10 ท่านแรกที่สำรองที่นั่งหลักสูตร "ติดอาวุธทางปัญญา พิชิตปัญหาประมวลรัษฎากร (ตอน VAT)" ผ่านทางลิ้งค์นี้ https://goo.gl/forms/IcQC9veOdLNHocVI3 รับสิทธิซื้อ 1 แถม 1 ทันที!!! 🔥จองที่นั่งด่วนวันนี้ก่อนสิทธิ์หมดนะคะ🔥 ห
งานสัมมนาภาษีมูลค่าเพิ่ม พบกับกูรูด้านภาษีประสบการณ์ยาวนานกว่า 30 ปี กับหลากประเด็นด้านภาษีมูลค่าเพิ่มที่สำคัญต่อกิจการและนักบัญชี อาทิเช่น
🚩 เรียนรู้ความหมายพร้อมเจาะประเด็นภาษีซื้อ
🚩 รู้ชัดกับใบกำกับภาษีปลอม พร้อมข้อสังเกตุ
🚩 จุดความรับผิดทางภาษี "TAX POINT"เกิดขึ้นเมื่อไหร่ ใครต้องรับผิดชอบ
🚩 ประเภทการขายแบบ "NON VAT"
🚩 พบกรณีศึกษาแบบเข้าใจง่าย และปรับใช้งานได้จริง พร้อมเปิดโอกาสซักถามทางด้านภาษีกับท่านอาจารย์อย่างใกล้ชิด ก่อนใครที่นี่และที่เดียว@โรงแรมสัตหีบนาวี, จังหวัดชลบุรี
❆ หลักสูตรนี้สามารถนับชั่วโมง CPD ได้ 6 ชั่วโมงอื่น
❆ ทุกที่นั่งมีคู่มือแจกพร้อม CD เฉพาะกิจด้านภาษีสำหรับท่านที่เข้ารับการอบรมในรอบนี้เท่านั้น
❆ ที่นั่งมีจำนวนจำกัด รับเพียง 30 ท่านเท่านั้น
#Course: ติดอาวุธทางปัญญาพิชิตปัญหาประมวลรัษฎากร, (ตอน VAT)
#Date & Time: ศุกร์ที่ 23 พ.ย.2561.
#Speaker: อ.ดำริ ดวงนภา, (Tax Auditor)
#Venue: SATTAHIP NAVY HOTEL
#CPA&CPD สามารถนับชั่วโมงอื่นได้ 6.00 ชั่วโมง
#Price: 2,140 บาท **โปรโมชั่น**: สำรองที่นั่งและชำระเงินภายใน 16/11/61 ลดเหลือเพียง 1,926 บาท (ราคานี้รวมทุกอย่างแล้ว, ก่อน VAT = 1,800 บาท) +++พร้อมสิทธิซื้อ 1 แถม 1 ทันทีสำหรับท่านที่สำรองที่นั่ง 10 ท่านแรก+++
#Tel & Fax: (033)650-891-2, Website: www.kasmethai.com










เรื่องน่ารู้ของภาษีมูลค่าเพิ่ม: กรณีที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มแต่ประสงค์จะขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นการชั่วคราว ต้องทำอย่างไร?

เรื่องน่ารู้ของภาษีมูลค่าเพิ่ม: 
กรณีที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ประสงค์จะขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นการชั่วคราว ต้องทำอย่างไร?

วันนี้กลับมาอีกครั้งกับหัวข้อน่าขบคิดทางด้านภาษีมูลค่าเพิ่ม กับประเด็นที่ว่า "ถ้าในกรณีเราเป็นผู้ประกอบการที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม แล้วอยากจด VAT เป็นการชั่วคราว จะทำได้หรือไม่ ? และต้องทำอย่างไร ?" วันนี้สถาบันคัสเม่ มีคำตอบให้ท่านแล้วค่ะ



กรณีได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ ประสงค์ขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นการชั่วคราว

1. กรณีผู้ประกอบการที่ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฎหมายสามารถขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้ (เฉพาะกิจการตามที่กฎหมายกำหนด) โดยยื่นคำขอแจ้งขอใช้สิทธิเพื่อขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.01.1) และยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.01) พร้อมเอกสารประกอบ ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้ยื่น ภ.พ.01.1

2.กรณีผู้ประกอบการที่อยู่นอกราชอาณาจักร (บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และมิได้มีสำนักงานสาขาตั้งอยู่เป็นการถาวรในประเทศไทย) และเข้ามาประกอบกิจการขายสินค้า หรือให้บริการในราชอาณาจักรเป็นครั้งคราวมีกำหนดเวลาในการประกอบกิจการในราชอาณาจักรเกิน 1 ปีแต่ไม่เกิน 3 ปี(ทั้งนี้ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 43)) มีสิทธิขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นการชั่วคราวโดยยื่นแบบคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.01.2) พร้อมเอกสารประกอบ ดังนี้

 (1) ภาพถ่ายหนังสือตั้งตัวแทนเป็นลายลักษณ์อักษรซึ่งมีการรับรองโดยสถานทูตหรือสถานกงสุลหรือบุคคลอื่นที่ได้รับความเห็นชอบจากอธิบดีกรมสรรพากร (กรณีผู้ประกอบกิจการที่อยู่นอกราชอาณาจักร มีตัวแทนอยู่ในราชอาณาจักรเป็นผู้ยื่นคำขอฯ แทน)

 (2) กรณีมอบอำนาจ ภาพถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนของผู้มอบอำนาจ และผู้รับมอบอำนาจ พร้อมหนังสือมอบอำนาจ

 (3) ภาพถ่ายเอกสารการดำเนินกิจการร่วมค้า (ถ้ามี)

 (4) ภาพถ่ายสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ (กรณีเช่า) หรือภาพถ่ายหนังสือยินยอมให้ใช้เป็นที่ตั้งสถานประกอบการ (กรณีเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ให้ใช้อสังหาริมทรัพย์นั้น โดยไม่มีค่าตอบแทน)

 (5) แผนที่ซึ่งแสดงที่ตั้งของสถานประกอบการโดยสังเขป พร้อมภาพถ่ายสถานประกอบการนั้น

 (6) ภาพถ่ายใบอนุญาตประกอบธุรกิจ (กรณีเป็นนิติบุคคลตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการในประเทศไทย)


 (7) ภาพถ่ายสัญญา หรือโครงการที่แสดงถึงคู่สัญญา มูลค่าของสัญญา ระยะเวลาของสัญญา หรือโครงการที่เริ่มต้นและสิ้นสุด

จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้ที่ไหน?

การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มของผู้ประกอบการให้ยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามแบบ ภ.พ.01 ณ สถานที่ดังต่อไปนี้

1 กรณีสถานประกอบการตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร ให้ยื่น ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่ หรือ จะยื่นผ่านสำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา (เขต) ที่สถานประกอบการตั้งอยู่
2 กรณีสถานประกอบการตั้งอยู่ในจังหวัดอื่นนอกเขตกรุงเทพมหานคร ให้ยื่น ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา (อำเภอ) ที่สถานประกอบการตั้งอยู่
3 กรณีมีสถานประกอบการหลายแห่ง ให้ยื่นคำขอจดทะเบียนได้ที่ สำนักงานสรรพากรพื้นที่ หรือ สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา (เขต/อำเภอ) ที่ซึ่งสถานประกอบการที่เป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ หากไม่มีสถานประกอบการที่เป็นสำนักงานใหญ่ ให้ผู้ประกอบการเลือกสถานประกอบการแห่งใดแห่งหนึ่งเป็นสำนักงานใหญ่
4 กรณีสถานประกอบการตั้งอยู่ในท้องที่ตั้งใหม่ ที่ยังไม่มีสำนักงานสรรพากรตั้งอยู่ ให้ยื่น ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา (เขต/อำเภอ) ที่เคยควบคุมท้องที่นั้น
5 กรณีเป็นผู้ประกอบการที่อยู่ในการกำกับดูแลของสำนักบริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ่ให้ยื่นขอจดทะเบียนได้ ณ สำนักบริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ่ หรือจะยื่นผ่านสำนักงานสรรพากรพื้นที่ หรือสำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา (เขต/อำเภอ) ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ก็ได้

ตอนต่อไป: หน้าที่ของผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มคืออะไร ? 

KASME INSTITUTE
"หน้าต่างแห่งความรู้ ประตูสู่ความสำเร็จ"
FB: KASMECO  @LINE: KASMETHAI

วันพุธที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2561

เรื่องน่ารู้ของภาษีมูลค่าเพิ่ม: วิธีการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

เรื่องน่ารู้ของภาษีมูลค่าเพิ่ม: วิธีการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

สำหรับวันที่เริ่มประกอบกิจการขายสินค้า/ให้บริการ หรือกรณีอยู่ระหว่างเตรียมการที่จะเริ่มประกอบกิจการ (เช่น อยู่ในช่วงการก่อสร้างโรงงาน ก่อสร้างอาคารสำนักงาน หรือกำลังติดตั้งเครื่องจักร) และได้มีการซื้อสินค้าหรือรับบริการ ที่อยู่ในข่ายต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ผู้ประกอบการมีสิทธิยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ภายใน 6 เดือนก่อนวันเริ่มประกอบกิจการขายสินค้า หรือให้บริการ และผู้ประกอบการยังสามารถจดทะเบียนฯ ภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีมูลค่าของฐานภาษี (รายรับ) เกินกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี


สำหรับเอกสารที่ต้องใช้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ประกอบดังนี้คือ

1. แบบคำขอที่ใช้ในการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ได้แก่ แบบ ภ.พ.01 ซึ่งในเขตกรุงเทพมหานคร ขอรับได้ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา (เขต) หรือสำนักงานสรรพากรพื้นที่ สำหรับในจังหวัดอื่นขอรับได้ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา (อำเภอ) ทุกแห่ง

2. เอกสารที่ต้องใช้ในการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
(1) คำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามแบบ ภ.พ.01 จำนวน 3 ฉบับ
(2) สำเนาทะเบียนบ้านหรือหลักฐานแสดงการอยู่อาศัยจริง พร้อมภาพถ่ายสำเนาดังกล่าว
(3) บัตรประจำตัวประชาชนและบัตรประจำตัวผู้เสียภาษีอากร พร้อมภาพถ่ายบัตรดังกล่าว
(4) ภาพถ่ายสัญญาเช่าอาคารหรืออสังหาริมทรัพย์อันเป็นที่ตั้งสถานประกอบการ (กรณีเช่า) หรือภาพถ่ายหนังสือยินยอมให้ใช้เป็นที่ตั้งสถานประกอบการ และหลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์เช่น เป็นเจ้าบ้าน, สัญญาซื้อขาย, คำขอหมายเลขบ้าน, ใบโอนกรรมสิทธิ์, สัญญาเช่าช่วง พร้อมสำเนาทะเบียนบ้านอันเป็นที่ตั้งสถานประกอบการและภาพถ่ายเอกสารดังกล่าว
(5) หนังสือจัดตั้งห้างหุ้นส่วน พร้อมภาพถ่ายหนังสือดังกล่าว (กรณีเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคล)
(6) หนังสือรับรองของนายทะเบียนห้างหุ้นส่วน บริษัท พร้อมวัตถุประสงค์ หนังสือบริคณห์สนธิและข้อบังคับ และใบทะเบียนพาณิชย์พร้อมภาพถ่ายหนังสือดังกล่าว (กรณีเป็นนิติบุคคล)
(7) บัตรประจำตัวประชาชนของกรรมการผู้จัดการ หรือหุ้นส่วนผู้จัดการ และสำเนาทะเบียนบ้าน พร้อมภาพถ่ายเอกสารดังกล่าว
(8) แผนที่ซึ่งแสดงที่ตั้งของสถานประกอบการโดยสังเขป และภาพถ่ายสถานประกอบการ
(9) กรณีมอบอำนาจให้ผู้อื่นทำการแทนต้องมีหนังสือมอบอำนาจปิดอากรแสตมป์ 10 บาท บัตรประจำตัวประชาชนของผู้มอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจพร้อมภาพถ่ายบัตรดังกล่าว โดยผู้รับมอบอำนาจต้องมีอายุ 20 ปีขึ้นไป

ตอนต่อไป: กรณีที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มแต่ประสงค์จะขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นการชั่วคราว ต้องทำอย่างไร ?

KASME INSTITUTE
"หน้าต่างแห่งความรู้ ประตูสู่ความสำเร็จ"

วันจันทร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2561

เรื่องน่ารู้ของภาษีมูลค่าเพิ่ม VAT

เรื่องน่ารู้ของภาษีมูลค่าเพิ่ม

ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax) หรือ VAT เป็นการเก็บภาษีจากการขายสินค้า หรือการให้บริการในแต่ละขั้นตอนการผลิตและจำหน่ายสินค้าหรือบริการ ทั้งที่ผลิตภายในประเทศและนำเข้าจากต่างประเทศ

ผู้มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ได้แก่ ผู้ประกอบการที่เป็นผู้ผลิตหรือเป็นผู้ที่ขายสินค้าหรือให้บริการในทางธุรกิจหรือวิชาชีพเป็นปกติธุระ ไม่ว่าจะประกอบกิจการในรูปของบุคคลธรรมดา คณะบุคคล หรือห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคลหรือนิติบุคคลใดๆ หากมีรายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการเกินกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปีและมีหน้าที่ต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน (หากไม่เกินก็ขอจดทะเบียนได้)

วิธีการคำนวณภาษี
ภาษีที่ต้องเสีย คำนวณจากการนำภาษีขายทั้งเดือนภาษีมาหักด้วยภาษีซื้อทั้งเดือนภาษีหากมีภาษีขายมากกว่าภาษีซื้อ ให้ชำระภาษีส่วนต่างนั้น หากมีภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย จะขอคืนภาษีส่วนต่างเป็นเงินสด หรือยกไปเครดิตภาษีในเดือนถัดไปก็ได้ดังนี

ภาษีมูลค่าเพิ่ม = ภาษีขาย - ภาษีซื้อ
หากภาษีขาย > ภาษีซื้อ = ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องชำระ
หากภาษีขาย < ภาษีซื้อ = ภาษีที่มีสิทธิขอคืน หรือ ขอเครดิตภาษี

ภาษีขาย หมายถึง ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้เรียกเก็บหรือพึงเรียกเก็บจากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ เมื่อมีการขายสินค้าหรือรับค่าบริการ

ภาษีซื้อ หมายถึง ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ได้จ่ายให้กับผู้ขายสินค้าหรือผู้ให้บริการที่เป็นผู้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อซื้อสินค้าหรือชำระค่าบริการเพื่อใช้ในการประกอบกิจการของตน ภาษีซื้อที่จะนำมาหักได้นี้คลุมไปถึงภาษีซื้อของสินค้าประเภททุนด้วย

ตอนต่อไป: วิธีการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม พบกันใหม่ในครั้งหน้าค่ะ


วันเสาร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2561

SMEs กับหน้าที่ทางภาษี 5 ประเภท

SMEs กับหน้าที่ทางภาษี 5 ประเภท

ธุรกิจ SMEs หรือวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Small and Medium Enterprise) เป็นธุรกิจที่มีจำนวนมากในไทย ซึ่งธุรกิจที่อยู่ในกลุ่ม SMEs จะต้องเข้าข่ายลักษณะดังนี้คือ


1. เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ไม่เกิน 5 ล้านบาท และมีรายได้จากการขายสินค้าและบริการในรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกิน 30 ล้านบาท
2. เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลมีสินทรัพย์ถาวรไม่รวมที่ดิน ไม่เกิน 200 ล้านบาท และจ้างแรงงานไม่เกิน 200 คน
3. เป็นกิจการขายสินค้าหรือให้บริการที่อยู่ในบังคับภาษีมูลค่าเพิ่มที่มีรายรับไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี หรือต่อรอบระยะเวลาบัญชี ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมสำหรับลักษณะของธุรกิจ SMEs ได้ทาง http://www.rd.go.th/publish/38056.0.html

ดังนั้นเมื่อพิจารณาดูแล้ว หากธุรกิจของท่านเข้าข่ายอยู่ในกลุ่ม SMEs ด้วยแล้วนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ท่านจะต้องทำความเข้าใจกับหน้าที่ทางภาษี โดยสิ่งแรกที่ควรทำความเข้าใจในเบื้องต้นก็คือ "ประเภทภาษีอากร"

*อ้างอิงจากการเผยแพร่ข้อมูลจากกรมสรรพากร 
ประมวลรัษฎากรเป็นกฏหมายที่ให้อำนาจกรมสรรพากร จัดเก็บภาษี 5 ประเภทใหญ่ๆได้แก่ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ โดยภาษีอากรแต่ละประเภทมีลักษณะและวิธีการจัดเก็บที่แตกต่างกัน ดังต่อไปนี้

1. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คือ ภาษีที่จัดเก็บจากบุคคลทั่วไป หรือจากหน่วยภาษีที่มีลักษณะพิเศษ ตามที่กฎหมายกำหนดและมีรายได้เกิดขึ้นตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยปกติจัดเก็บเป็นรายปี รายได้ที่เกิดขึ้นในปีใดๆ ผู้มีรายได้มีหน้าที่ต้องนำไปแสดงรายการตนเองตามแบบแสดงรายการภาษีที่กำหนดภายในเดือนมกราคมถึงมีนาคมของปีถัดไป สำหรับผู้มีเงินได้บางกรณีกฎหมายยังกำหนดให้ยื่นแบบฯ เสียภาษีตอนครึ่งปี สำหรับรายได้ ที่เกิดขึ้นจริงในช่วงครึ่งปีแรก เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษีที่ต้องชำระและเงินได้บางกรณี กฎหมายกำหนดให้ ผู้จ่ายทำหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายจากเงินได้ที่จ่ายบางส่วน เพื่อให้มีการทยอยชำระภาษีขณะที่มีเงินได้เกิดขึ้นอีกด้วย

ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ได้แก่ ผู้ที่มีเงินได้เกิดขึ้นระหว่างปีที่ผ่านมาโดยมีสถานะ อย่างหนึ่งอย่างใด ดังนี้
       
1)   บุคคลธรรมดา 
2)   ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล 
3)   ผู้ถึงแก่ความตายระหว่างปีภาษี 
4)   กองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง

2. ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ภาษีเงินได้นิติบุคคล เป็นภาษีอากรประเภทหนึ่งที่บัญญัติไว้ ในประมวลรัษฎากร จัดเก็บจากเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่จดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ และหมายความรวมถึงนิติบุคคลอื่นๆ ที่ไม่ได้จดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ด้วย 

บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล มีดังนี้

        (1)   บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ได้แก่
               ก.   บริษัท จำกัด
               ข.   บริษัทมหาชน จำกัด
               ค.   ห้างหุ้นส่วนจำกัด
               ง.   ห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน

        (2)   บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ ซึ่งมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในประเทศไทย ก็ต่อเมื่อเข้าเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้
               ก.   บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต่างประเทศนั้น เข้ามากระทำกิจการในประเทศไทย (มาตรา 66 วรรคแรก แห่งประมวลรัษฎากร)
               ข.   บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต่างประเทศนั้น กระทำกิจการในที่อื่นๆ รวมทั้งในประเทศไทย (มาตรา 66 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร)
               ค.   บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต่างประเทศนั้น กระทำกิจการอื่นๆรวมทั้งในประเทศไทยและกิจการที่กระทำนั้นเป็นกิจการขนส่งระหว่างประเทศ (มาตรา 67 แห่งประมวลรัษฎากร)
               ง.   บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต่างประเทศนั้น มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) (3) (4) (5) หรือ (6) ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย (มาตรา 70)
               จ.   บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต่างประเทศที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในประเทศไทย ตามมาตรา 76 วรรคสอง และมาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ได้จำหน่ายเงินกำไรหรือเงินประเภทอื่นที่กันไว้จากกำไร หรือถือได้ว่าเป็นเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย (มาตรา 70 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร)
               ฉ.   บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต่างประเทศนั้น มิได้เข้ามาทำกิจการในประเทศไทยโดยตรง หากแต่มีลูกจ้างหรือผู้ทำการแทนหรือผู้ทำการติดต่อ ในการประกอบกิจการในประเทศไทย ซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับเงินได้หรือผลกำไรในประเทศไทย (มาตรา 76 ทวิ)

        (3)   กิจการซึ่งดำเนินการเป็นทางค้า หรือหากำไร โดย
               ก.   รัฐบาลต่างประเทศ
               ข.   องค์การของรัฐบาลต่างประเทศ
               ค.   นิติบุคคลอื่นที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ

        (4)   กิจการร่วมค้า (Joint Venture) ได้แก่ กิจการที่ดำเนินการร่วมกันเป็นทางค้าหรือหากำไร ระหว่างบุคคลดังต่อไปนี้คือ
               ก.   บริษัทกับบริษัท
               ข.   บริษัทกับห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
               ค.   ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลกับห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
               ง.   บริษัทและหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลกับบุคคลธรรมดา
               จ.   บริษัทและหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลกับคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล
               ฉ.   บริษัทและหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลกับห้างหุ้นส่วนสามัญ
               ช.   บริษัทและหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลกับนิติบุคคลอื่น

        (5)   มูลนิธิหรือสมาคมที่ประกอบกิจการซึ่งมีรายได้แต่ไม่รวมถึงมูลนิธิหรือสมาคมที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดให้เป็นองค์การหรือสถานสาธารณกุศล
        (6)   นิติบุคคลที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรีและประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร
     
ฐานภาษีในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล 

ภาษีเงินได้นิติบุคคล คำนวณจากเงินได้ที่ใช้เป็นหลักฐานในการคำนวณภาษีคูณด้วยอัตราภาษีที่กำหนด ดังนั้น เงินได้ที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลหรือฐานภาษีเงินได้นิติบุคคลนั้น โดยทั่วไปได้แก่กำไรสุทธิที่คำนวณตาม เงื่อนไขที่กำหนด แต่เพื่อความเป็นธรรมและอุดช่องว่างในการจัดเก็บภาษีเงินได้ จึงได้มี การบัญญัติจัดเก็บภาษีเงินได้ นิติบุคคล จากเงินได้หรือฐานภาษี ที่แตกต่างกัน ดังนี้ 
               
                (1)   กำไรสุทธิ
                (2)   ยอดรายได้ก่อนหักรายจ่าย
                (3)   เงินได้ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย
                (4)   การจำหน่ายเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย

คลิ๊กอ่าน อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลและการคำนวณ

3. ภาษีมูลค่าเพิ่ม

เป็นภาษีที่เก็บจากผู้ขายสินค้าในประเทศ การให้บริการในประเทศและการนำเข้าสินค้า ผู้ประกอบการที่ขายสินค้าหรือให้บริการในทางธุรกิจหรือวิชาชีพเป็นปกติธุระ ไม่ว่าจะประกอบกิจการในรูปของบุคคลธรรมดา คณะบุคคลหรือห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล หรือนิติบุคคลใดๆ หากมีรายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการเกินกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี มีหน้าที่ต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน โดยคำนวณภาษีที่ต้องเสียจากภาษีขาย หักด้วยภาษีซื้อในแต่ละเดือนภาษี

4. ภาษีธุรกิจเฉพาะ

ภาษีธุรกิจเฉพาะ เป็นภาษีตามประมวลรัษฎากรประเภทหนึ่ง จัดเก็บจากการประกอบกิจการเฉพาะอย่างแทนภาษีการค้าที่ถูกยกเลิก ภาษีธุรกิจเฉพาะเริ่มใช้บังคับใน พ.ศ.2535 พร้อมกันกับภาษีมูลค่าเพิ่ม

5. อากรแสตมป์

อากรแสตมป์ เป็นภาษีตามประมวลรัษฎากรประเภทหนึ่ง จัดเก็บจากการกระทำ ตราสาร 28 ลักษณะ ตามที่กำหนดไว้ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์

"หน้าต่างแห่งความรู้ ประตูสู่ความสำเร็จ"
KASME Institute

สำรองที่นั่งด่วนวันนี้ก่อนเต็ม
VVVVVVV